.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  

หลักการ

AMC มีแนวคิดการรักษามาจาก
สภาวะสุขภาพ 6 ขั้น เรามุ่งเน้น
การรักษาด้วยการแพทย์แบบผสมผสาน
ที่ดูแลสุขภาพองค์รวม โดยการใช้
การรักษาแนวทางตามธรรมชาติบำบัด
การตรวจวินิจฉัยสภาวะความไม่สมดุล
ของระบบอวัยวะแบบเจาะลึก
ประเมินความเสี่ยงการเกิดโรค
และ ปัญหาสุขภาพเป็นรายบุคคล

 

 

 

 

ภาวะสุขภาพ 6 ขั้นเบื้องต้น

โดยปกติร่างกายคนเรามีกลไกในการรักษาตัวเอง สามารถซ่อมแชมส่วนที่สึกหรอ และมีระบบขับสารพิษออกจากร่างกายได้ตามธรรมชาติ กลไกเหล่านี้จะทำงานควบคู่และสัมพันธ์กันไปกับภาวะความสมดุลของจิตใจ
 
จิตใจที่มีความสมดุลจะมีความไวต่อสิ่งที่มากระทบแล้วสลายมันไป เช่น   มีเหตุให้โกรธก็โกรธ โกรธไม่นานก็หาย ไม่ผูกพยาบาท ไม่เครียด คล้ายๆกับจิตใจของเด็ก ผ่านมาแล้วก็ผ่านไป จากนั้นก็ไปตอบรับกับสิ่งที่มากระทบใหม่อีก เป็นอย่างนี้ไปเรื่อยๆกับ ณ เวลาที่เป็นปัจจุบันขณะ  และเป็นไปโดยธรรมชาติ เพราะจิตใจไม่ไปยึดติดกับข้อมูลทางความคิดชุดใดชุดหนึ่ง*
 
ในภาวะที่จิตใจมีความสมดุลระดับนี้ ร่างกายจะขับสารพิษไปตามช่องทางปกติ ตามสภาวะสิ่งแวดล้อมและการใช้ชีวิตประจำวัน เช่น การขับถ่าย มีเหงื่อ เป็นต้น  ตัวอย่างที่เห็นได้ชัดว่าร่างกายทำงานได้ดีสัมพันธ์กับจิตใจที่สมดุล คือ “เด็ก” เราจะเห็นว่าเด็กมีความสุขง่าย เห็นอะไรก็สนุก เดี๋ยวก็หัวเราะ เดี๋ยวก็ร้องไห้ สลับไปสลับมา ขึ้นอยู่กับสิ่งเร้าที่มากระทบ นอกจากนี้เด็กยังมีผิวพรรณดี  กินได้ นอนหลับ ขับถ่ายโดยปกติ  เวลาวิ่งเล่นมีเหงื่อออก
 
ในช่วงนี้ทั้งจิตใจและร่างกายมีระดับความสมดุลที่ดีมาก  จนกระทั่งเติบโตขึ้นเรื่อยๆ  จิตใจจะเริ่มยึดติดข้อมูลมากขึ้นจากสิ่งที่เห็น สิ่งที่ได้ยิน  การได้ลิ้มรสและสัมผัส  การปรุงแต่งทางความคิด  การปลูกฝังจากผู้ใหญ่  สิ่งแวดล้อม และจากสื่อต่างๆ ทำให้เกิดแนวความคิดหรือทัศนคติ จนกลายเป็นความเชื่อ  และความเชื่อนั้นก่อให้เกิดพฤติกรรมที่สร้างผลลัพธ์จากสิ่งที่ได้กระทำไป  มีทั้งด้านที่ดีและไม่ดีต่อสุขภาพ ทั้งนี้สำหรับด้านที่ไม่ดี จิตใจจะพยายามปรับตัวเองคืนสู่ภาวะสมดุลให้มากที่สุด ทำให้เกิดอารมณ์และความรู้สึกในรูปแบบต่างๆ กำหนดเป็นความเชื่อและพฤติกรรมในการใช้ชีวิต เพื่อแสวงหาจุดสมดุลของจิตใจจากสิ่งต่างๆภายนอก เช่น เงินทองข้าวของเครื่องใช้ การยอมรับจากผู้อื่น ความอยากมีอยากเป็นเหมือนคนอื่น  การเรียกร้องความสนใจ การแข่งขัน เป็นต้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งการใช้ชีวิตในสังคมเมืองปัจจุบัน  จากความเชื่อและพฤติกรรมด้านที่ไม่ดีต่อสุขภาพเหล่านี้  มักทำให้คนเราเกิดความรู้สึกกลัวอะไรบางอย่างอยู่ลึกๆซึ่งเป็นสาเหตุที่ทำให้เกิดความเครียดตามมา   ร่างกายจึงมีโอกาสได้รับและสะสมสารพิษมากขึ้น  การขับสารพิษทางช่องทางปกติจึงไม่เพียงพออีกต่อไป  เป็นเหตุให้ร่างกายจำเป็นต้องเพิ่มช่องทางการขับสารพิษให้สมดุลกับสารพิษจำนวนมากที่มีอยู่
 
 *1 ใน 4 วิธีการปรับสมดุล,  ดูหัวข้อเรื่องการ ปรับสมดุล  4 ระดับ

 

 

1 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .

 

 

ขั้นขับพิษ

 
ในภาวะที่จิตใจพยายามปรับตัวเองคืนสู่จุดสมดุล  จิตใจจะเหวี่ยงไปเหวี่ยงมาหรือวิ่งวนรอบ เพื่อหาทางคืนกลับสู่จุดสมดุล  แต่เนื่องจากจิตใจไปยึดข้อมูลทางความคิดไว้มากจึงไม่สามารถคืนสู่จุดสมดุลได้ในระยะเวลาอันสั้น ทำให้เราอาจมี ความเชื่อและพฤติกรรมที่เสี่ยงต่อการสะสมพิษ ในร่างกายมากขึ้น  ทั้งจากอารมณ์ อาหาร อากาศ สิ่งแวดล้อม และการใช้ชีวิตประจำวัน    การใช้ช่องทางปกติในการขับสารพิษนั้นไม่เพียงพอ
 
ส่งผลให้ร่างกายเองต้องปรับสมดุลเช่นกัน โดยการเพิ่มช่องทางในการขับสารพิษ เช่น เริ่มมีน้ำมูกไหลในตอนเช้า เป็นสิว  มีผื่น  เกิดตกขาว  มีรังแค   ลมหายใจมีกลิ่น หรือมีกลิ่นตัว  แต่จะไม่มีความรู้สึกเจ็บ  ปวด  หรือคันจากอาการเหล่านั้น และไม่นานก็กลับคืนสู่ปกติได้เองแต่หากร่างกายไม่เพิ่มช่องทาง ในการขับสารพิษแล้ว  จะส่งผลให้ภาวะจิตใจเสียสมดุลมากขึ้น เช่น อาจมีอารมณ์หงุดหงิด ไม่ค่อยสนุก สมาธิสั้น  ซึมเศร้า การตอบสนองต่อสิ่งที่มากระทบ ณ เวลาที่เป็นปัจจุบันขณะ นั้นไม่ดีเหมือนเดิมและใช้เวลานานพอสมควรในการสลายข้อมูลทางความคิดร่างกายจึงมีความจำเป็นต้องระบายสารพิษออกไปก่อน ภาวะจิตใจจึงจะดีขึ้นตามลำดับ
 

 

2 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .
 

 

ขั้นอักเสบ

เป็นภาวะที่ร่างกายมีสารพิษมากขึ้นและสารพิษมีความเข้มข้น จนหมักหมมเน่าเสียอยู่ภายใน  ทำให้อาการต่างๆที่เกิดขึ้นต้องมีความรู้สึกเจ็บ  ปวด  หรือคันก่อนที่สารพิษจะถูกขับออก  เช่น  น้ำมูกที่ไหลตอนเช้าจากที่ใสจะกลายเป็นข้น ร่วมกับอาการเจ็บโพรงจมูก และมีโอกาสเป็นไซนัสอย่างมาก  หากเป็นสิวก็จะต้องเป็นสิวที่อักเสบ มีอาการเจ็บหรือปวดร่วมอยู่ด้วย  ซึ่งก่อนที่จะเป็นสิวจะมีอาการเจ็บหรือปวด  แต่พอเป็นสิวเต็มที่แล้ว  อาการเจ็บหรือปวดจะค่อยๆบรรเทาจนหายไปในที่สุด  ถ้าเป็นผู้หญิง ก่อนมีรอบเดือนก็จะมีอาการปวดท้อง  ถ้าตกขาวจะคัน แสบ จิตใจแปรปรวน หงุดหงิด แต่พอมีรอบเดือนแล้วอาการเหล่านั้นจะหายไปเอง  ถ้าเป็นผื่นก็จะรู้สึกแสบคัน เพราะร่างกายอยากเกา พอเกาจนอาจเป็นแผล อาการคันจะหายไป  หรือก่อนเป็นไข้จะปวดหัว และจะปวดหัวมากจนไข้ขึ้น พอไข้ขึ้นแล้วอาการปวดหัวจะหายไป  สาเหตุที่กระบวนการเช่นนี้เกิดขึ้น เนื่องจากร่างกายมีความจำเป็นในการขับสารพิษอย่างรุนแรง เพื่อพยายามปรับคืนสู่จุดสมดุล  ดังนั้นหากพิษถูกขับออกช่องทางใด ช่องทางนั้นก็จะมีอาการเจ็บ  ปวด  หรือคันร่วมด้วยเสมอ  แต่หลังจากพิษถูกขับออกแล้ว อาการเจ็บ  ปวด   หรือคันเหล่านั้นจะหายไป

ตราบใดที่กลไกลการรักษาตัวเองยังทำงานอยู่ คือ ยังมีการขับสารพิษออกจากร่างกาย  ก็ถือว่าสุขภาพยังอยู่ในระดับที่พอไหว  ถึงแม้ว่าต้องแลกกับอาการเจ็บ ปวด หรือคันให้รำคาญใจบ้าง   คนส่วนใหญ่มักมีภาวะสุขภาพในขั้นที่หนึ่งหรือขั้นที่สอง สลับกันไปมาขึ้นอยู่กับภาวะความสมดุลของจิตใจ

อาการต่างๆที่เกิดขึ้นรวมถึงพฤติกรรมที่แสดงออกในขั้นที่หนึ่งหรือขั้นที่สอง เป็นวิธีการขับสิ่งที่ร่างกายไม่ต้องการหรือสารพิษออกจากร่างกายเท่านั้น  ยังไม่ได้ถือว่าเป็นความเจ็บป่วยถึงขั้นต้องรีบไปรักษาหรือใช้ยา  ในทางตรงกันข้ามหากมีการใช้ยาเคมีในขณะที่สุขภาพอยู่ในขั้นที่หนึ่งหรือขั้นที่สองนี้ จะเป็นผลเสียต่อกลไกการขับสารพิษของร่างกาย  เพราะ ทำให้สารพิษที่ร่างกายต้องการขับออกมาไหลย้อนกลับเข้าไปสะสมใหม่อีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งตัวยาเคมีเองหรือยาปฏิชีวนะบางตัวจะกลายมาเป็นหนึ่งในสิ่งแปลกปลอม หรือสารพิษที่ถูกสะสมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ  ร่างกายจะเสียสมดุลมากขึ้นและทำให้ภาวะสุขภาพในขั้นที่เป็นอยู่นั้น ปรับไปสู่ขั้นต่อไปอย่างรวดเร็ว  ซึ่งเป็นจะผลเสียอย่างมาก

แม้ว่าอาการบางอย่างที่เกิดขึ้นเป็นเรื่องที่ยอมรับได้ยากในปัจจุบัน  หากจะไม่กินยา  รักษา หรือทำอะไรกับอาการเหล่านั้นเลย  จึงขอแนะนำว่าให้ลองปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิตบางอย่าง เช่น เข้านอนให้เร็วและตื่นให้เช้า พักผ่อนให้เพียงพอ  ระวังเรื่องอาหารการกิน  เลือกอาหารที่สะอาดปลอดสารเคมีและมีประโยชน์ต่อร่างกาย  ดื่มน้ำสะอาดในอุณหภูมิปกติอย่างพอเพียง  รวมถึงออกกำลังกายเป็นประจำ พฤติกรรมเหล่านี้เป็นตัวช่วยที่ดีมากสำหรับภาวะสุขภาพในขั้นนี้ อีกทั้งยังเป็นเรื่องที่ดีมากหากเราสามารถรักษาภาวะสุขภาพขั้นนี้ไปได้ตลอดชีวิต เพราะ ไม่ได้เจ็บป่วยอะไร และ จะไม่เป็นโรคร้ายแรงอะไรดูตัวอย่างจากคนสมัยก่อนจะชัดเจนที่สุด เพราะ  คนสมัยก่อนไม่ได้ใช้ยาอะไรมากมายเหมือนสมัยนี้  แต่สามารถอยู่กับภาวะสุขภาพในขั้นที่หนึ่งหรือขั้นที่สองนี้จนกระทั่งแก่ตายด้วยตัวเลขอายุเฉลี่ยที่ค่อนข้างสูง ซึ่งหาได้ยากมากในสังคมเมืองในปัจจุบัน


 

3 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .
 

 

ขั้นเหนื่อยล้า

เป็นภาวะที่ร่างกายยอมแพ้แล้ว  เนื่องจากมีสารพิษสะสมอยู่เป็นจำนวนมาก และประสิทธิภาพในการขับสารพิษลดลงจนกลไกการขับพิษแทบจะไม่สามารถขับสารพิษออกจากร่างกายได้อีกต่อไป แต่ก่อนที่ร่างกายจะยอมแพ้  จะเกิดการสู้รบกันครั้งสุดท้าย  หากร่างกายชนะ  ภาวะสุขภาพของเราจะถอยกลับไปอยู่ขั้นที่สอง  คือ  จะมีน้ำมูกไหลในตอนเช้าเหมือนเดิม 

การสู้รบครั้งนี้ ร่างกายจึงพยายามขับสารพิษออกมาให้มากที่สุดทุกช่องทางเท่าที่จะสามารถทำได้  อาการต่างๆที่เกิดขึ้นจะรุนแรงและกินระยะเวลานาน เราจะจำได้ขึ้นใจเลยว่าเป็นการเจ็บป่วยครั้งที่หนักจริงๆ  เช่น ไม่ใช่แค่น้ำมูกไหล หรือ ไซนัส แต่เป็นปอดบวม  ถ้าเป็นสิว  สิวจะออกมาเยอะและอักเสบมาก   ถ้าไม่สบายไข้จะขึ้นสูง  ตับจะอักเสบ  ตัวจะเหลือง   ต้องเข้าพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล ซึ่งรักษาด้วยยาเคมีหรือยาแผนปัจจุบันที่นับวันมีแต่ความรุนแรงมากขึ้น  

ยาเคมีเหล่านั้นจะส่งเราข้ามไปสู่ภาวะสุขภาพขั้นต่อไปโดยสวัสดิภาพ  คือ น้ำมูกที่เคยไหลจะไม่ไหลแล้ว  สิวหายหมด หายไข้  ผื่นไม่มี เราจะรู้สึกเลยว่าการเข้ารับการรักษาครั้งนี้ให้ผลดีมาก  แต่ในความเป็นจริงคือ กลไกการขับสารพิษของร่างกายล่ม พัง เสียหาย และไม่สามารถคืนกลับสู่จุดสมดุลได้เองอีกต่อไป ซึ่งเป็นผลมาจากยาเคมีที่ได้รับระหว่างการรักษา ที่เข้าไปหยุดกลไกการขับสารพิษของร่างกายโดยเฉียบพลัน ทำให้เกิดภาวะที่สารพิษไหลย้อนกลับเข้าข้างใน

ที่น่ากลัวคือ จะไม่มีอาการใดๆแสดงให้เห็นภายนอก การไปตรวจสุขภาพกับแพทย์แผนปัจจุบันด้วยจึงไม่พบอาการผิดปกติใดๆทั้งสิ้นในระยะนี้   ในขณะที่สารพิษได้ไหลย้อนกลับเข้าสู่ร่างกาย และเริ่มไหลเวียนเข้าสู่ระบบหมุนเวียนเลือดเช่น น้ำเหลือง เลือด ลำไส้ และ ช่องว่างระหว่างเซลล์ อีกทั้งยังเพิ่มปริมาณการสะสมมากขึ้นเรื่อยๆโดยไม่มีทางออก 

ภาวะนี้จะทำให้เรารู้สึก อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย ตื่นขึ้นมาแล้วอยากนอนอีก  ถึงเวลานอนกลับนอนไม่หลับ คิดเรื่องนั้นเรื่องนี้เต็มไปหมด อึกอัด หดหู่ ซึมเศร้า เก็บตัว มองทุกอย่างในแง่ลบ เครียดพยายามหาทางออก มีความรู้สึกเลยว่าต้องพยายามหาทางหลุดพ้นจากภาวะนี้ให้ได้ เหมือนสารพิษที่สะสมอยู่ในร่างกายต้องการหาทางออก เป็นสัญญาณที่ร่างกายส่งบอกให้จิตใจได้รับรู้ และให้รีบหาทางช่วย  แต่หมอจะบอกว่าเราไม่ได้เป็นอะไรมาก

อาการทั้งหมดคงเกิดจากความเครียด และแนะนำให้เรากลับพักผ่อน  ไปออกกำลังกายเข้าฟิตเนส ให้วิตามินไปกิน  แม้ว่าการใช้วิตามินและการออกกำลังกายจะช่วยกระตุ้นกลไกการขับสารพิษได้บ้างแต่เราต้องทำอย่างต่อเนื่อง หยุดไม่ได้ เนื่องจากกลไกการขับสารพิษไม่สามารถทำงานได้เองแล้ว หากเราหยุดเมื่อไหร่จะรู้สึกเพลียเมื่อนั้น  ตัววิตามิน หรืออาหารเสริมที่ผลิตจากสารเคมีถือว่ามีความเสี่ยงมากต่อการสะสมพิษในร่างกาย   แต่หากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการใช้ชีวิต และมีตัวช่วยในการเอาสารพิษออก น้ำมูกจะมีโอกาสกลับมาไหลอีกในตอนเช้า ซึ่งเป็นสัญญาณที่ดีว่ากลไกการขับพิษกลับมาทำงานได้เองแล้ว    แต่เป็นที่น่าเสียดายที่คนส่วนใหญ่กลับไม่เข้าใจ คิดว่าตัวเองป่วย จึงใช้ยาเคมีไปรักษา

ถือว่าเป็นการอุดสารพิษไว้ไม่ให้มันออกมา  สารพิษก็จะสะสมในร่างกายเพิ่มขึ้นจนกระทั่งเริ่มล้นเข้าสู่อวัยวะภายใน ซึ่งเป็นสัญญาณบอกว่าเรากำลังก้าวข้ามไปสู่ภาวะสุขภาพขั้นต่อไป


 

4 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .
 

 

ขั้นเรื้อรัง

หลังจากที่พิษในร่างกายถูกสะสมจนเต็มระบบหมุนเวียนเลือด  สารพิษจะเริ่มไหลเวียนเข้าสู่เซลล์รอบนอกของอวัยวะ   เข้าที่ไหนเป็นที่นั่น สารพิษเข้าที่ตับ จะตรวจเจอไขมันพอกตับ  เข้าที่หัวใจจะตรวจพบว่าหลอดเลือดหัวใจเริ่มจะตีบ เข้าที่ปอดจะตรวจเจอว่าเป็นถุงลมโป่งพอง เข้าที่อวัยวะไหนอวัยวะนั้นจะเริ่มมีปัญหาตามมา แล้วแต่ชื่อเรียกจากการวินิจฉัยทางการแพทย์  ภาวะสุขภาพในขั้นนี้มีความจำเป็นที่ต้องใช้ยาเป็นตัวช่วย พยุงให้ระบบต่างๆของร่างกายยังคงทำงานได้ต่อไป  พร้อมกับการดำเนินชีวิตภายใต้เงื่อนไขบางอย่าง เช่น ถ้าเป็นเบาหวาน  ห้ามกินของหวานโดยเด็ดขาด หรือ ถ้าเป็นโรคหัวใจห้ามออกกำลังกาย และคนในภาวะนี้มีโอกาสที่ต้องเพิ่มประเภทยาที่ใช้มากขึ้นตามการไหลซึมของสารพิษที่เข้าสู่ในอวัยวะอื่นๆ เราจะเห็นคนกินยาเยอะมาก เช่น กินยาลดความดัน กินยาแก้เบาหวาน อีกไม่นานก็ต้องกินยาละลายลิ่มเลือด กินยาแก้โรคหัวใจ กินยาลดคลอเรสเตอรอล นับวันตัวยามีแต่เพิ่มขึ้นไม่ลดลง โดยปกติแล้วผู้ที่อยู่ในภาวะนี้จะได้รับการรักษาด้วยยาปฏิชีวนะเป็นประจำ   อวัยวะต่างๆจึงทยอยกันเสื่อมสภาพลงเรื่อยๆ ตามปริมาณการสะสมของสารพิษ และมีโอกาสที่จะสูญเสียอวัยวะนั้นๆ หรือตรวจพบเจอมะเร็งในเวลาต่อมา ขึ้นอยู่กับสายพันธุกรรมของแต่ละคน 


 

5 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .
 

 

ขั้นสูญเสียอวัยวะ

ในขั้นนี้สารพิษที่สะสมในเซลล์รอบนอกของอวัยวะ  ได้ล้นเข้าสู่ไมโตรคอนเดรียของเซลล์  (ตัวกำหนดพลังงานของเซลล์)ส่งผลให้เซลล์ในอวัยวะนั้นๆหยุดทำงาน จึงเกิดภาวะอวัยวะล้มเหลว ใช้การไม่ได้ เช่น ตับวาย ไตเสื่อม แผลเรื้อรังโรคเบาหวาน  ทำให้ต้องเปลี่ยนอวัยวะ หรือ ตัดอวัยวะบางส่วนทิ้ง  นอกจากนี้ผู้ที่อยู่ในภาวะนี้จะมีชีวิตอยู่ด้วยความกลัว  หดหู่  ซึมเศร้า และหมดกำลังใจในการใช้ชีวิต


 

6 ขั้น 1       ขั้น 2       ขั้น 3       ขั้น 4       ขั้น 5       ขั้น 6
.  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .  .
 

 

ขั้นยีนกลายพันธุ์

ในขั้นนี้ สารพิษที่สะสมในอวัยวะ ได้ล้นเข้าสู่นิวเคลียสของเซลล์  (ตัวกำหนดหน้าที่ และ ลักษณะของยีน )ส่งผลให้การทำงานของเซลล์ผิดปกติรุนแรง ยีนภายในร่างกายเริ่มกลายพันธุ์  และก่อให้เกิดเป็นโรคมะเร็ง


 

 


Toxin กับ สภาวะสุขภาพ
Toxin ของเสียที่เป็นพิษกับเซลล์ มาจากภายนอก เช่น ไวรัส แบคทีเรีย หรือสารเคมี ...